เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 มีรายงานว่า นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต และประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โดยระบุว่า เมื่อคืนผลประขุมธนาคารกลางสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% มีแนวโน้มจะขึ้นอีกเพื่อกดเงินเฟ้อ ส่งผลตลาดเงินไหลเข้าดอลลาร์ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาทองเทียบกับดอลลาร์ร่วงลง ตลาดพันธบัตรสหรัฐถูกเทขาย Bond Yield สูงขึ้น
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) 0.25% ขึ้นสู่ระดับ 3.75% – 4.00% (จากเดิม 3.50% – 3.75%) ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 และเป็นการกลับทิศทางนโยบายการเงิน (Policy U-Turn) หลังจากที่เคยทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงมา
สาระสำคัญจากผลการประชุม
แรงกดดันจากเงินเฟ้อ (Inflation Persistence): ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) และดัชนี PCE ปรับตัวสูงขึ้นเกินคาด ผสมผสานกับราคาพลังงานและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดมาอย่างยาวนาน
มติเป็นเอกฉันท์ 12 – 0: ที่ประชุมคณะกรรมการ FOMC ลงคะแนนเป็นเอกฉันท์ในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เพื่อส่งสัญญาณยืนยันความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของธนาคารกลางในการควบคุมเสถียรภาพราคา
Dot Plot & Projections: ประมาณการอัตราดอกเบี้ยระยะกลาง (Dot Plot) ชี้ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง (25 bps) ภายในสิ้นปี 2026 นี้ ก่อนที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง (Higher for Longer)
กรณีการกลับทิศทางนโยบายการเงิน (Policy U-Turn) ของเฟดด้วยการ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75% – 4.00% ถือเป็นปรากฏการณ์ “Hawkish Surprise” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่จบลง
1. ผลกระทบต่อตลาดการเงินและสินทรัพย์ต่างๆ ตลาดหุ้น (Stock Markets): ตลาดหุ้นสหรัฐฯ/หุ้นเติบโตสูง (Growth/Tech Stocks): รับปัจจัยกดดันหนักที่สุด Valuation ถูกบีบลงจาก Discount Rate ที่สูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น
ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets): เสี่ยงต่อแรงขายเพื่อดึงเงินกลับไปยังสินทรัพย์ดอลลาร์ โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศสูงหรือขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
กลุ่มที่พอรับมือได้: หุ้นกลุ่มการเงิน/ธนาคาร (รับส่วนต่างดอกเบี้ย NIM) และกลุ่ม Defensive (สาธารณูปโภค, สินค้าจำเป็น)
ตลาดเงินและค่าเงิน (Money & FX Markets):
ดอลลาร์สหรัฐ (USD): ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว (Dollar Rally) จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
สกุลเงินอื่น (EM & Major Currencies): สกุลเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางประเทศอื่นๆ อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน
ตลาดพันธบัตร (Bond Markets): Bond Yield พุ่งสูงขึ้น: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (โดยเฉพาะระยะสั้น 2 ปี) ปรับตัวสูงขึ้นสะท้อนดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น
ราคาพันธบัตรลดลง: ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนทางบัญชี (Capital Loss) สำหรับผู้ถือพันธบัตรเดิม
Inverted Yield Curve: อาจมีความลึกมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย
ราคาทองคำ (Gold): รับแรงกดดันในระยะสั้น: เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย (Non-yielding asset) และการแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น
มีแรงหนุนระยะยาว: หากตลาดเริ่มกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หรือความผันผวนทาง геоพฤติศาสตร์ ทองคำจะยังคงถูกใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
2. แนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Trend): การขึ้นดอกเบี้ยจะช่วย ชะลอความต้องการซื้อ (Demand-Pull Inflation) ในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้ออาจลดลงได้ช้าเนื่องจากมีปัจจัยด้านฝั่งอุปทาน (Cost-Push Inflation) ร่วมด้วย เช่น ราคาพลังงานและราคาน้ำมันดิบที่ยังคงพุ่งสูงขึ้น
การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth): เกิดภาวะ ชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Economic Slowdown) เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนชะลอตัวจากต้นทุนกู้ยืมที่แพงขึ้น
เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง + เศรษฐกิจเติบโตต่ำ) หรือเพิ่มโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเบาๆ (Soft/Hard Landing) ในช่วงปี 2026 – 2027
